Messages
Topic:
อ่านหนังสือเหนื่อย Kafka's Metamorphosis ยากโคดๆ >
<
ไม่ไหวแล้ว ลึกซึ้งเกิน
Oct 30, 2008
11:11 PM
เล่มนี้ผมไม่เคยอ่านนะครับ
"ผมอ่านหนังสือ ที่ผมเขียน และหนังสือ ที่เขียนให้ผมอ่าน"
(Favorite Books ทุกเล่มที่ผมเขียน และทุกเล่มที่เขียนให้ผมอ่าน?
ข้อความอันนี้เขียนไว้ในหน้าแรกของ Hi5 ผมครับ)
ถ้าคุณอ่านเล่มนี้ไม่เข้าใจ อาจเป็นเพราะเขาไม่ได้เขียนให้คุณอ่าน ลองหาหนังสือ ที่เขาเขียนให้คุณอ่านดูนะครับ จะได้เข้าใจ การอ่านหนังสือ จะได้มีประโยชน์มากขึ้นครับ
ส่วนตัวผมเองเล่มนี้ยังไม่เคยอ่านครับ เลยไม่ทราบได้ว่า
เป็นหนังสือ ที่เขาเขียนให้ผมอ่านด้วยไหมครับ
ไว้ว่าง มีโอกาสได้อ่านเมื่อไรจะมาเล่าให้ฟังนะครับว่าเขาเขียนอะไร
ขอบคุณครับ ที่เข้ามาพูดคุย
Oct 30, 2008
11:40 PM
"ถ้าคุณอ่านเล่มนี้ไม่เข้าใจ อาจเป็นเพราะเขาไม่ได้เขียนให้คุณอ่าน"
ชอบประเด็นนี้ ตรงและชัดเจนดี
ส่วนตัวก็เคยสงสัยเหมือนกัน กับศิลปะบางชิ้นที่abstract มากๆ ว่าทำออกมาทำไมหว่า การทำผลงานออกมาให้คนอื่นเสพได้ด้วยไม่ดีกว่าหรือ
แต่ก็ได้คำตอบเหมือนที่คุณเอกราชตอบ ว่าเค้าสร้างสรรค์สิ่งนั้นออกมาเพื่อสื่อถึงความเป็นตัวเค้า และสิ่งที่เค้ารู้สึก แต่ไม่ได้แปลว่าสื่อออกมาเพื่อให้คนอื่นคิดตามหรือเข้าใจตามได้ ซึ่งนั่น “ไม่ได้”แปลว่า ไม่ดี เพียงแต่ผู้อ่านต้องรู้ว่ากำลังเสพอะไรอยู่ และเพื่ออะไร
งานศิลปะหลายชิ้น รวมถึงงานของแคฟคู (หลายคนเรียกคัฟฟ่า แต่เราขอ pronounce ตามชื่อดั้งเดิมในภาษาเชคของเค้าละกันนะ)
ที่สำหรับเราถือว่าเป็นงานค่อนไปทางอาร์ทกึ่ง abstract จึงทำให้เราสื่อได้ไม่ลึกถึงแก่นที่เค้าพยายามบอกหากเราไม่ได้อยู่ในตำแหน่งเดียวที่จะรู้สึกอย่างเค้าได้ หรืออีกนัย คือเปิด ไว้ให้ตีความได้ตามความ individual ของแต่ละบุคคล ดังนั้นเลยไม่แปลกที่งานของบางคน เราอาจจะอ่านแล้วไม่เข้าใจงาน.. หรือพูดง่ายๆก็คือไม่เข้าใจตัวผู้เขียน
ซึ่งนั่นก็เพราะเค้าเขียนเพื่อสะท้อนตัวเค้า ออกมาจากตัวเค้า และเพื่อกลับไปยังตัวเค้า
อย่างคุณแคฟคู เราเองเชื่อว่า ความคลุมเครือของงานเค้าย่อมมีมากแน่นอน เพราะไม่ว่าจะเป็นอาการสับสนทางจิต สภาวะผิดปกติทางจิตของเค้า ความเจ็บป่วย ปัญหาสุขภาพ และครอบครัวที่รุมเร้าขนาดนั้น ตลอดจนเสียชีวิตทั้งที่งานแทบจะยังไม่เคยได้รับการตีพิมพ์เลย งานเขียนจึงออกมาตามอารมณ์และความรู้สึกแบบนั้นเป๊ะ
สำหรับเรา Metamorphosis จึงเป็นงานที่สวย ปน ขม และความงงงวย หดหู่ เสียดสี แต่เปิดทิ้งไว้ให้ตีความเอาเอง ตามแต่สะดวกเลยก็ว่าได้
เราเลยคิดว่าคุณเจ้าของกระทู้ จะงง และไม่เข้าใจอย่างลึกซึ้ง ก็คงไม่แปลก เพราะเชื่อว่านั่นคือสิ่งที่คุณแคฟคูรู้สึกในตอนนั้น เพราะตลอดช่วงเวลาชีวิตเค้าเองก็เป็นคนที่อยู่กับคำถามที่ไม่เข้าใจความทุกข์ที่เกิดขึ้นกับเค้าตลอดเวลาตามชีวประวัติที่เราเคยทราบมา ... สิ่งที่ผู้อ่านได้รับ จึงเป็นความไม่เข้าใจและอึดอัดเวลาได้อ่านหนังสือเล่มนี้ แต่ความจริงความอึดอัดนั้นไม่ได้มาจากหนังสือ แต่กลับมาจากตัวแคฟคูที่ถ่ายทอดผ่านหนังสือมาต่างหาก
ซึ่งนั่นจึงสอดคล้อง กับสิ่งที่คุณเอกราชบอกว่า เค้าไม่ได้เขียนให้คุณอ่าน.. และหากถามว่าอ่านแล้วผิดไม๊ ส่วนตัวเรา คิดว่าไม่ผิดนะ และเราชอบด้วย แต่บางครั้งก็คงต้องดูว่าเราอยากได้อะไร ถ้าเราอยากสัมผัสความรู้สึกเค้าก็อ่านได้ แต่ถ้าอยากได้ความรู้ หรือการเพิ่มความคิด และปัญญา ก็คงไม่เหมาะ เพราะหนังสือที่อ่านแล้วเขียนแล้วตั้งใจให้ผู้อ่านได้เพิ่มปัญญา ควรเป็นหนังสือที่อ่านแล้วคนทั่วไปสัมผัสได้ ไม่ใช่มีกำแพงมากั้นไว้ ให้เพียงแค่คนที่สามารถรับความรู้สึกเหมือนกันเท่านั้นที่จะผ่านกำแพงนี้ไปได้
เขียนมาตั้งยาว อีกแล้ว.. อยากบอกว่าสนใจงานของแคฟคูเหมือนกัน... แต่ขออ่านเพื่อซึมซับ ไม่ใช่เพื่อคิดเพียงอย่างเดียว เพราะเค้าไม่ได้เขียนให้เราอ่าน แต่เขียนเพื่อสะท้อนตัวตนเขา ... ความเข้าใจจึงควรหยุดอยู่ที่แค่รู้สึกก่อน แต่หลังจากนั้น หากจะเริ่มคิดเพื่อเข้าใจ และหานัยยะที่ซ่อนอยู่ในสัญลักษณ์ต่างๆ อีกที นั่นก็เป็นอีกเรื่องนึง ส่วนจะหาเจอหรือไม่เจอ ก็ไม่อาจทราบได้ เพราะเชื่อว่าแคฟคูเองก็ไม่ได้คิดทั้งหมด แต่ ใช้ความรู้สึกเขียนเยอะอยู่มาก งานถึงได้หดหู่เหลือทน ทั้งที่ภาษาก็ออกจะไม่ซับซ้อนมาก (แต่ได้ยินมาว่าจริงๆอาจจะซับซ้อนมาก แต่งานเค้าโดน distract โดยการแปลเป็นอังกฤษตั้งแต่แรกแล้ว แล้วการแปลภาษาเยอรมัน ให้เป็นอังกฤษเนียนๆตรงตัว จะยากหน่อย ตรงเรื่องการเรียงไวยกรณ์ที่รูปแบบค่อนข้างต่างจากอังกฤษมาก) ส่วนนึงเราเองก็เลยชอบอ่านงานของกวียุคเก่าๆเหมือนกัน ที่งานเขียนเค้าจะเป็นเหมือนศิลปะ เพราะว่ามันเป็นการเขียนที่มีความซับซ้อนทางอารมณ์สูงมากด้วยวัฒนะธรรมที่ไม่เป็นทุนนิยมขนาดนี้ จึงยังให้โอกาสคนทั่วไปได้ทำอะไรตามความรู้สึก และอารมณ์อยู่มาก แต่ทุกวันนี้ทุนนิยมครอบคลุมทั้งโลก นักเขียนหลายท่านเขียนงานโดยขาดความหมายของชีวิตไปแล้ว จะอ่านเอาปัญญาก็ไม่ได้ อ่านเอาอารมณ์ก็ไม่ถึง ... ก็เลยถือว่างานของคุณแคฟคูถือว่าเป็นงานที่เป็นกวี ศิลปะ ปรัชญาที่สวยเล่มนึงเลย
ดังนั้นถ้าจะเสพงานคุณแคฟคู ต้องขอปล่อยอารมณ์ความรู้สึกให้ว่างๆหน่อย แล้วใช้จิตนาการให้เยอะ ปล่อยตัวรู้สึกให้ได้
ซึ่งตามความเห็นเรานะ มันไม่เหมือนกับหนังสือคุณเอกราช ตรงที่หนังสือของคุณเอกราชเป็นแนวไม่ได้เขียนด้วยอารมณ์ คือมันไม่ใช่งานศิลปะ หรืองานกวี แต่เป็นการเขียนเชิงการให้ตรรกะให้ผู้อ่านพิจารณาตามได้ว่าอะไรจริงเท็จ อ่านแล้วรู้ตรงนั้นเลย พิจารณาตาม คิดตาม แล้วเห็นจริงเท็จ ไม่ต้องไปเสียเวลารีเซิร์ชต่อให้เมื่อยเลย แล้วก็ไม่งมงาย(เหมือนหนังสือมากมายบนแผงหนังสือในไทยในปัจจุบัน) ซึ่งการอธิบายเพื่อเข้าถึงความจริงตรงนี้คือสิ่งที่เราชอบมากๆ และหาไม่ค่อยได้ในหนังสือทั่วไป ... แต่ว่าไปกว่าจะอ่านหนังสือของคุณเอกราชได้เก็ตจริงๆก็ คิดหัวบานเป็นดอกเห็ดทุกเล่มเลย -*- แอบแซวหน่อย... อ้อ ลืมไป ว่าเล่มแรก “สิ่งที่พ่อไม่เคยรู้” เหมือนเป็นชีวประวัติ แนวนิยาย ไม่ทราบว่าเรื่องจริงไหม แต่ประเด็นก็คืออันนี้ยังไม่มีโอกาสได้อ่าน ต้องขออภัยด้วยจ้า แต่เปิดผ่านๆที่ร้านเหมือนเป็นหนังสือเล่มเดียวที่สมองไม่เหนื่อยมาก 555 เล่มอื่นๆเนี่ยอ่านแล้วเหมือนกับว่าสมองโตขึ้นทันตาเห็น >
< จะว่าชอบก็ชอบนะ มีประโยชน์ล่ะสุดๆเลย แต่มันเหนื่อยไงคับพี่น้อง แต่ก็เอาน้า ของดีไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ หึหึ พยายามต่อไป เพราะที่อ่านๆมาแค่เล่มเดียวก็ได้อะไรมามากโขแล้ว
ตายแล้วยืมกรุ๊ปเค้ามาคุยนอกเรื่องซะยาวเลย นี่มันกรุ๊ปหนังสือของสำนักพิมพ์มีหัวใจ แต่ไหงเรามาประเด็นนี้กันได้ -*-
ขอโทษทีจ้า เขียนแล้วมันเพลิน เลยยาวเลยกลายเป็นคุยเรื่องแคฟคูซะนี่ 555
สรุปคุณจขกท อ่านแล้วได้ความว่าไง มาแชร์กะเราในกระทู้นี้ก็ได้นะ ยินดีคับพ่ม
Oct 31, 2008
3:14 AM
ขอบคุณ คุณ tutaeistmotion ที่เข้ามาพูดคุยเรื่องหนังสืออีกครั้งนะครับ
แล้วก็ขอบคุณ คุณ Rhythm of Nous มากครับ ที่มาให้ ความรู้เรื่องหนังสือเล่มดังกล่าว รวมถึงความรู้เกี่ยวกับตัวผู้เขียน และการวิเคราะห์ ถึงหนังสือและงานเขียนได้อย่างละเอียดยิบ ได้ความรู้มาเยอะเลยครับ
ประเด็นงานเขียนที่ ใช้ "ตัวรู้สึก" เขียนเป็นงานเขียน เพื่อบอกความจริง ของผู้เขียนที่สัมผัส
(สิ่งที่รู้สึกจริงๆของเขา)ถ้าเป็นงานเขียนลักษณะนี้ โดยตรง ก็ มีสองเล่มครับ "สิ่งที่พ่อไม่เคยรู้" ที่คุณ Rhythm of Nous ได้พูดถึง กับอีกเรื่องที่อยากแนะนำให้อ่านเรื่อง "รักของชาตินี้" ซึ่งทั้งสองเรือง
อ่านแล้วสัมผัส สัมผัสแล้วรู้สึก รู้สึก แล้วค่อยๆ คิด หรือไม่คิด ก็ได้ครับ
เพราะสิ่งที่ให้สัมผัสนั้น เป็นสิ่งที่ผมต้องการให้ "หัวใจ" ของมนุษย์ สูงขึ้นได้โดยไม่ต้องคิด
หรือให้ ผู้อ่าน ได้จำ ระลึก ได้ ว่า หัวใจ ตนเองอยู่ที่ไหน
เพราะผมเชื่อจริงๆ ว่า หากว่า มนุษย์ มีหัวใจ แล้ว ปัญญา ของมนุษย์ จะเกิดขึ้นได้เอง
เพียงพอ ต่อปัญหาของตน นั้นคือหลักการทั้งหมดที่ผมใช้ในการเขียนหนังสือ ทุกเล่ม ของผมเอง
จึงทำให้ หนังสือ สามารถอ่านได้ ตั้งแต่ เด็กมากๆ จนกระทั้ง ผู้ใหญ่ มากๆ หากว่า ใจไร้อคติ
ปัญญา ที่ได้จาก การอ่านสิ่งที่ถ่ายทอดออกไป ขึ้นกับ หัวใจ ของผู้อ่านคนนั้นๆ เอง
ขอบคุณมากๆ ครับ ที่เข้ามาพูดคุยกันในนี้ครับ
แล้วก็ยินดีพูดคุยครับ ถึงแม้จะเป็น กรุ๊ปของ สำนักพิมพ์ มีหัวใจ ก็ยินดีพูดคุยครับ
ขอแค่การพูดคุยนั้นเป็นไป เพื่อประโยชน์ของผู้อื่นที่ได้มาอ่านบ้างครับ เหมือนดังเช่นที่คุณ Rhythm of Nous ได้นำความรู้ ความคิด มาให้ ได้อ่านกันครับ ขอบคุณอีกครั้งครับ
Oct 31, 2008
3:47 AM
แนะนำ The last lecture ครับ
น่าเป็นหนังสือ ที่ อาจารย์มหาวิทยาลัย ที่รู้ว่าตัวเองกำลังจะตาย
พูดและเขียนทิ้งไว้ครับ
อ่าน เรื่อง อ่านก่อนชีวิตจะหมดความหมาย ของคุณเอกราช มาก่อน
จึงเ้ข้าใจหนังสือนี้ได้ แจ่มขึ้น
คนที่รู้ว่าตนเองี่กำลังจะตาย จะทำสิ่งที่ ตัวเองคิด
ว่าสำคัญที่สุด
เค้าก็เปนหนึ่งในนั้น
จึงสะกิดให้นึกถึงหนังสือ อ่านก่อนว่า
แล้วทำไมไม่ทำซะ ตั้งแต่ตอนนี้
มีหนังสืออะไร มาแนะนำด้วยครับ
กำลังฟิตอ่านหนังสือ eng อยู่ ;]
Nov 1, 2008
9:07 AM
แก้นิดนึงครับ
เป็นหนังสือ ที่อาจารย์....
ไม่ใช่ น่าเป็น ครับ
เขียนผิด
Nov 1, 2008
9:09 AM
เห็นชื่อหนังสือที่คุณ MRKooPMoo imMarkkub แนะนำแล้วน่าสนใจมากๆ ครับ
หนังสือ ที่เขียนจากตัวรู้สึก หลังจากที่รู้ว่า ตนเองกำลังจะตาย อยากรู้ว่าเรื่องสุดท้าย ที่เขาอยากสอนคือเรื่องอะไร คุณMRKooPMoo imMarkkub อ่านแล้วมาเล่าให้ฟังบ้างนะครับ
อยากรู้ครับ ว่า เขาสอนอะไร
และขอบคุณมากครับ ที่ได้บอกความจริงที่ว่า
ได้อ่าน หนังสือ อ่านก่อนชีวิตจะหมดความหมายไปมากกว่านี้ แล้วทำให้ เข้าใจหนังสือเล่มอื่นได้มากยิ่งขึ้น ครับ แล้วก็เห็นด้วยครับว่า
ทำซะตั้งแต่ตอนนี้ ไม่ต้องรอให้ จวนหมดเวลาชีวิต แล้วถึงค่อยทำเนอะ
ไม่รู้เข้าใจ ที่คุณ MRKooPMoo imMarkkub สือสารถูกไหม มีอะไรที่เข้าใจผิดไป บอกได้เลยนะครับ
ขอบคุณครับ
Nov 2, 2008
1:54 AM
คุณ Rhythm of Nous น่าจะเป็นกูรูด้านหนังสือนะคะ
รู้ เข้าใจ และจับประเด็น ได้ดีมากเลยค่ะ ^_^
Nov 2, 2008
8:58 PM
ใช่ครับ พี่เอกราช(ขอเรียกพี่หน่อย 55+)
ทำซะตั้งแต่ตอนนี้ ไม่ต้องรอให้ จวนจะหมดเวลาชีวิต แล้วค่อยทำ
..ตามนั้นครับ
The last lecture ยังอ่านไม่จบครับ
แต่ดู VDO แล้ว
ไว้จะมาเล่าให้ฟังครับ
Nov 3, 2008
2:40 AM
เหมือนเคยเจอในหนังสือเรียนเลย
ที่เขาเล่าว่า ตัวเองกลายเป็นแมลงสาป รึเปล่าอ่ะคะ^^"
Nov 3, 2008
3:48 AM