สิงหา ลาวา
ถ้าหากทฤษฎีสัมพันธภาพหรือ E = MC² เป็นการค้นพบที่สำคัญของนักวิทยาศาสตร์ที่สำคัญที่สุดคนหนึ่งของโลกอย่างอัลเบิค ไอร์สไตร์แล้วหละก็ ทฤษฎีมูลค่าส่วนเกิน หรือ surplus value ก็ถือเป็นการค้นพบอันยิ่งใหญ่ของ คาร์ล มาร์ค ที่ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างมูลค่าของสินค้าที่คนงานผลิตได้กับมูลค่าหรือค่าจ้างของคนงาน นำไปสู่การเข้าใจการทำนาบนหลังคนหรือการขูดรีดของระบบทุนนิยมเช่นกัน ระบบที่ทำให้ดูเหมือนว่าคนงานหรือชนชั้นที่ไม่มีปัจจัยการผลิตมีเสรีภาพมากกว่าทาสที่ถูกบังคับขูดรีดโดยตรงในระบบทาสหรือชาวนาที่ถูกขูดรีดผลผลิตส่วนเกินในรูปของส่วยโดยตรงในระบบศักดินา บทความนี้จึงชวนกันมาทำความเข้าใจ มูลค่าส่วนเกิน ที่เป็นข้อค้นพบของ มาร์ค เพื่อทำให้เราเห็นว่า ไม่ว่ายามไหนระบบทุนนิยมก็มีปัญหา มีการขูดรีด ไม่ว่านายทุนไหนๆ ทุนอุตสาหกรรม ทุนบริการอย่างทุนสื่อสาร ทุนธนาคาร ทุนประกันภัย ทุนท้องถิ่น ทุนชาติหรือทุนข้ามชาติ ฯลฯ ก็สามานย์ด้วยกันทั้งนั้น ไม่มีการเลือกที่รักมักที่ชังอย่างที่ พันธมิตรฯเคยอธิบาย
มูลค่าคืออะไร? มูลค่ามี 2 ชนิดคือมูลค่าใช้สอย(use value)ที่ทำให้สินค้านั้นมีประโยชน์สนองความต้องการของมนุษย์ กับมูลค่าแลกเปลี่ยน จากการที่สินค้าสามารถแลกเปลี่ยนกันได้ คือการเอาสินค้าที่มีมูลค่าใช้สอยมาแลกเปลี่ยนกันได้ และมาร์ค ก็มองว่า การที่สินค้าต่างชนิดสามารถแลกเปลี่ยนกันได้ก็เพราะมันเป็นผลผลิตของแรงงานมันมีแรงงานอยู่ในสินค้านั้น แม้จะเป็นแรงงานต่างชนิดกันแต่สุดท้ายก็ถือเป็นแรงงานมนุษย์ทั่วไปจึงสามารถเทียบเคียงกันได้โดยใช้ปริมาณแรงงานที่อยู่ในนั้น และทำให้มูลค่าแลกเปลี่ยนต่างจากมูลค่าใช้สอยบางชนิดที่ไม่มีมูลค่าแลกเปลี่ยนอย่าง อากาศ เพราะไม่มีแรงงานอยู่ในสินค้านั้น ดังนั้นมูลค่าของมาร์คจึงจำกัดไปที่มูลค่าแลกเปลี่ยนที่เท่ากับปริมาณแรงงานหรือระยะเวลาการใช้แรงงาน วิธีวัดมูลค่าที่ง่ายก็คือเทียบกับมูลค่าเงิน
มาร์ค ยังบอกอีกว่าพลังแรงงานหรือราคาของแรงงานก็เป็นสินค้าชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นพลังความสามารถที่จะทำงานได้ของแรงงาน เหมือนกับสินค้าชนิดอื่นพลังดังกล่าวจึงมีมูลค่าเท่ากับปริมาณแรงงานที่ต้องการเพื่อผลิตพลังที่จะทำงาน อาจโดยการกินอาหาร ปัจจัย 4 และการศึกษา เป็นต้น พลังแรงงานจึงมีมูลค่าเท่ากับค่าผลิตสิ่งเหล่านี้เมื่อคิดเป็นปริมาณแรงงาน ทำให้อย่างน้อยที่สุดแล้วมูลค่าของพลังแรงงานก็จะเท่ากับค่าพอยังชีพของแรงงานและครอบครัว
ดังนั้นเมื่อมูลค่าของพลังแรงงานเป็นเท่าใดนายทุนก็จะจ่ายค่าจ้างหรือราคาของแรงงานเท่านั้น พลังตรงนี้เมื่อนายทุนซื้อมาแล้วก็เป็นสิทธิของนายทุนที่จะใช้ได้ตามใจชอบจึงนำไปผลิตสินค้า ทำให้พลังแรงงาน ค่าจ้างหรือราคาของแรงงานจึงเป็นสิ่งเดียวกัน แต่สิ่งสำคัญที่มาร์ค ค้นพบคือ ตัวพลังแรงงานของคนงานนี้แหละมันมีลักษณะพิเศษ คือมันสามารถก่อให้เกิดมูลค่าได้มากกว่ามูลค่าของตัวเอง ทำให้สินค้าที่ถูกผลิตออกมาได้นั้นมีมูลค่ามากกว่ามูลค่าพลังแรงงานหรือราคาของแรงงาน(ค่าจ้าง)หรือค่าพอยังชีพของแรงงานและครอบครัว ความแตกต่างตรงนี้คือ มูลค่าส่วนเกิน นั่นเอง
แต่ทำไมคนงานไม่รู้ตัว? ก็เพราะนายทุนเขาไม่ได้ซื้องานของคนงานที่มีค่าเท่ากับมูลค่าพลังแรงงานบวกกับมูลค่าส่วนเกินที่เกิดจากใช้พลังแรงงานของคนงาน กลับซื้อแต่พลังแรงงานที่จ่ายมาในรูปค่าจ้างหรือราคาแรงงานซึ่งเท่ากับปริมาณแรงงานที่ต้องการเพื่อผลิตพลังที่จะทำงานหรือเท่ากับค่าพอยังชีพของแรงงานและครอบครัวนั้น
ดังนั้นภายใต้ระบบทุนนิยมนั้นมูลค่าพลังแรงงานหรือค่าจ้างหรือราคาของแรงงานที่ได้รับกันอยู่นั้นถูกทำให้เหมือนกับว่ามันเป็นราคาของงานที่คนงานได้สร้างขึ้น ยกตัวอย่างคือ คนงานส่วนใหญ่ที่ทำงาน 8 ชั่วโมงต่อวัน สามารถผลิตมูลค่าออกมาได้ 1,000 บาท แต่ถ้าคนงานได้ค่าจ้าง 300 บาทต่อวัน(ซึ่งเป็นค่าพอยังชีพของแรงงานและครอบครัวแรงงานนั้น) เงิน 700 บาท ก็จะกลายเป็นมูลค่าส่วนเกินไป แต่เรากลับเห็นว่าเงิน 300 บาทนั้นเป็นราคาของงานที่เขาได้สร้างขึ้นตลอด 8 ชั่วโมงไป ทำให้ดูราวกับว่าคนงานคนนั้นได้เอางานของเขาที่ทำในเวลา 8 ชั่วโมง ไปขายให้กับนายทุนในราคาเพียง 300 บาท ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็จะคิดเช่นนี้
ทั้งๆที่ค่าจ้างไม่เท่ากับราคาของงาน แต่ทำไมเรากลับมองว่ามันเป็นราคาของงาน ? เพราะว่าโดยปกตินายทุนซื้อแรงงานมาก็เพื่อเอามาใช้ คือใช้คนงานทำงานก็เพื่อให้ได้มูลค่าส่วนเกิน ซึ่งนายทุนจะถือว่าได้ซื้อแรงงานของคนงานมาก็ต่อเมื่อคนงานได้ทำงาน 8 ชั่วโมงแล้ว ซึ่งเงิน 300 บาทที่ได้จ่ายเป็นค่าจ้างกับคนงานนั้นก็เป็นค่าตอบแทนที่คนงานทำให้ 8 ชั่วโมง เท่ากับเป็นราคาของงาน 8 ชั่วโมงนั่นเอง เช่นเดียวกันทางด้านคนงาน ถ้าจะขายแรงงานให้กับนายทุนก็ต้องทำงาน 8 ชั่วโมงให้กับเขา จึงได้ค่าจ้าง 300 บาท ทำให้คนงานเห็นว่านั่นมันเป็นราคาของงาน 8 ชั่วโมง(ทั้งที่ดูแล้วคนงานจะสร้างมูลค่า 300 บาท จากการใช้พลังแรงงานในกรณีนี้ก็น่าจะเวลาทำงานที่ไม่เกิน 4 ชั่วโมงต่อวันเท่านั้น)
แต่โดยความจริงแล้วเริ่มแรกก่อนที่คนงานจะทำงาน แรงงานก็ได้ถูกซื้อไปแล้ว คือเนื่องจากนายทุนได้ซื้อแรงงานของคนงานมาแล้ว จึงสามารถทำให้คนงานทำงานได้ 8 ชั่วโมงได้ แต่เรากลับมองไม่เห็นเช่นนั้นนั่นเอง อีกทั้งด้วยเหตุที่ตอนที่ขายแรงงานนั้นคนงานก็ยังไม่ได้รับค่าจ้างทันที แต่จะได้รับก็ต่อเมื่อได้ทำงานเหล่านั้นเสร็จแล้ว จึงทำให้ค่าจ้างเป็นราคางานที่ได้ทำไป ยิ่งเมื่อเราเห็นว่าค่าจ้างเปลี่ยนแปลงไปตามชั่วโมงการทำงานยิ่งทำให้เรามองเห็นราวกับว่าค่าจ้างเป็นราคางาน
ด้วยเห็นที่เราเห็นว่าค่าจ้างเป็นเหมือนราคาของงานแทนที่จะเป็นราคาของแรงงานนี้เองนับเป็นลักษณะพิเศษของค่าจ้าง ผลของมันจึงเป็นการปิดบังการที่นายทุนขูดรีดคนงาน คือการที่คนงานทำงาน 8 ชั่วโมงได้ค่าจ้าง 300 บาท ในความเป็นจริงคือ 8 ชั่วโมงนั่นคนงานสร้างมูลค่าขึ้นมา 1,000 บาท แต่กลับต้องมอบมูลค่าส่วนเกินให้นายทุนไปฟรีๆ 700 บาท ซึ่งเราเห็นเพียงว่าเงิน 300 บาท เป็นราคาของงาน 8 ชั่วโมง ที่คนงานเอางาน 8 ชั่วโมงราคา 300 บาท มอบให้นายทุนเสร็จนายทุนก็จ่ายค่าตอบแทนไปเป็นค่าจ้าง ซึ่งดูเหมือนไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบ เหมือนเป็นการซื้อขายสินค้าทั่วไปไม่เกี่ยวกับการขูดรีดในการซื้อขายแรงงาน
ด้วยเหตุนี้ไม่ว่ายามไหนหรือนายทุนประเภทไหนๆ นายทุนก็เอาเปรียบตลอดเวลา ไม่มีทุนสามานย์หรือทุนเทวดาอย่างที่พันธมิตรเคยพยายามเบี่ยงเบน เมื่อถามว่าวิกฤติเศรษฐกิจใครแบกรับภาระมากกว่ากัน ? คำตอบไม่ว่ายามไหนคนงานหรือชนชั้นกรรมชีพก็แบกรับพวกที่ทำนาบนหลังไว้อยู่ตลอดเวลา เพราะปัญหามันอยู่ที่ระบบ ไม่ใช่อย่างที่รัฐบาลทุนนิยมอภิสิทธิพยายามเบี่ยงเบนว่าการลุกขึ้นสู้ของคนงานในยามวิกฤติเศรษฐกิจเกิดจากความไม่เขาใจกันเท่านั้นนั่นเอง
ช่วยโหวต "ดาวทน." ให้น้ำฝนด้วยนะคะ
หมายเลข 3 น.ส.กุสุมา โกศล
ทาง http://prdwr.wordpress.com
ตั้งแต่วันนี้ - 14 ธ.ค. 52
1 วัน โหวตได้ 1 ครั้ง ต่อ 1 เครื่อง (โหวครั้งต่อไปให้ห่างกัน 24 ชม.)
หมายเหตุ ผู้มีคะแนนเสียงมากที่สุด 5 ลำดับจะผ่านเข้ารอบตัดสินต่อไป
ขอบคุณทุกเสียงโหวตค่ะ
น้ำฝน
นักวิเคราะห์นโยบายและแผนฯ กรมทรัพยากรน้ำ
นักศึกษาปริญญาโท นิด้า คณะ รศ. (MPA50)
ศิษย์เก่า ม.อ. เอกรัฐศาสตร์ รหัส 46