ช่างภาพหนุ่มลูกครึ่งลาวออสเตรเลีย ถูกส่งตัวจากที่ทำงานในเมืองไทยไปถ่ายรูปที่ปากเซ เมืองลาว บ้านเกิดของพ่อที่เขาไม่เคยไป พอไปถึงที่นั่น เขาเลยจ้างไกด์สาวที่เธอเองก็เพิ่งย้ายจากเวียงจันทน์มาทำงานปากเซได้ไม่กี่สัปดาห์ ทั้งคู่เดินทางไปด้วยกัน ค่อยๆ ทำความรู้จักกัน และตกหลุมรักกันในที่สุด นี่คือหนังพลอตเชยๆ เรื่องง่ายๆ สำหรับการขายวิวทิวทัศน์ระหว่างการเดินทาง พร้อมที่จะแกว่งไปมาระหว่างสารคดีนำเที่ยวกับหนังรักโรแมนติก หนุ่มหล่อสาวสวย กล่าวอย่างง่าย มันคือสารคดีนำเที่ยวที่มีเนื้อเรื่องอยู่หน่อยหนึ่ง
หนังประกาศตัวว่าเป็นงานร่วมสร้างระหว่างฝั่งไทยกับลาว และนับเป็นหนังลาวเรื่องแรก (ที่สร้างโดยบริษัทเอกชน) ในรอบ 30 ปี โดยใช้นักแสดงทั้งจากฝั่งไทยและลาว โดยให้ตัวละครลัดเลาจะจากใต้ขึ้นเหนือ ไปตามสถานที่สวยงามเหมาะสำหรับการท่องเที่ยว ตัวหนังจึงเป็นความตั้งใจอันน่ารักของ ศักดิ์ชาย ดีนาน ผู้กำกับที่ติดใจในบรรยากาศน่ารักน่าใคร่เมื่อครั้งไปเที่ยวลาว แล้วนำมาเป็นแรงบันดาลใจในการแนะนำตัวประเทศอันน่ารักนี้ออกมาบนหนัง
หากกล่าวเฉพาะในส่วนของการเป็นหนังรัก นี่อาจเป็นหนังรักที่ทำได้ไม่เลวในแง่ของการเล่าเรื่องความน่ารักกุ๊กกิ๊กของตัวละครที่ร่วมเดินทางไปด้วยกัน ส่วนหนึ่งเพราะเสน่ห์ของอนันดาและคำลี่ พิลาวง รองมิสลักซ์ของลาว ซึ่งดึงเอาความงามแบบเรียบง่ายอ่อนช้อยมาขึ้นได้อย่างพอเหมาะ (ซึ่งนักแสดงอาจทำไม่ได้ เพราะไม่ได้มีวิธีคิดแบบนั้นอีกแล้ว) พลอตในส่วนของเรื่องรักนั้นที่จริงแล้วน้อยมากจนแทบไม่มีเรื่อง เป็นเพียงการสานสัมพันธ์สั้นๆ (ที่ดูเผินๆ แทบจะเป็นแบบมิวสิควิดีโอด้วยซ้ำ) และความเข้าใจผิดเล็กๆ น้อยๆ ก่อนจะกลับมาทำความเข้าใจกันอีกครั้ง แล้วก็จำต้องจากกัน ในหนังรัก ความเบาโหวงของความสัมพันธ์อาจเป็นจุดอ่อนในการทำลายความเชื่อที่คนดูมีต่อตัวเรื่อง แต่ในหนังเรื่องนี้มันกลับเป็นข้อดี เพราะหนังพูดถึงตัวเอกในฐานะนักท่องเที่ยวและความสัมพันธ์เพียงชั่วงสั้นๆ ที่ประทับใจในกันและกัน แต่การก้าวไปไกลกว่านั้นยังไม่ได้เกิดขึ้น (ดังนั้นตอนจบที่ละม้ายคล้าย Before Sunrise จึงเป็นตอนจบที่น่าจะดีที่สุดเทาที่หนังจะหาทางออกได้)
อย่างไรก็ดี ส่วนซับพลอตของตัวพระเอกนั้นหนังกลับทำได้น่าสนใจและสวยงามมากๆ เพราะหนังเล่าถึงเรื่องเกี่ยวกับรักเก่าของพ่อ และการไม่ได้อยู่กับคนที่ตัวเองรัก (ขอบคุณที่หนังไม่ใส่ฉากแฟลชแบคเข้ามาในช่วงนี้) เรื่องเล่าเกี่ยวกับแม่หญิงที่ชื่อ สอน ทำให้หนังมีมิติของความร้าวรานสูญเสียที่น่าสนใจกว่าคู่ของพระนางด้วยซ้ำ
กล่าวโดยรวม "สะบายดี หลวงพระบาง" อาจถูกจัดหมวดหมู่ในฐานะหนังรักอันเบาหวิวที่มีแต่ฉากสวยๆ สำหรับเป็นอาหารตาของนักท่องเที่ยวมากกว่าจะมีเรื่องเล่าที่ลึกซึ้ง ทั้งในแง่ความสัมพันธ์ของตัวละครและในแง่การเมืองระหว่างประเทศ อย่างไรก็ดี โดยส่วนตัวผมกลับรู้สึกว่าความไม่ทะเยอทะยานจะเล่าประเด็นใหญ่ๆ หรือการจะเป็นหนังที่หนักแน่น ทำให้หนังเรื่องนี้เป็นการเดินทางที่สบายตา สบายใจ มีเสน่ห์แบบเงียบๆ กำลังดี เหมือนการเดินทางไปพักผ่อน
อย่างไรก็ดี ทุกอย่างที่กล่าวมาข้างต้นจะเปลี่ยนแปลงไหมเมื่อเรามองดูหนังเรื่องนี้ใหม่ในอีกทางหนึ่ง พิจารณาทั้งการเกิดขึ้น เรื่องราวในตัวหนัง และท่าทีที่หนังแสดงออกมา ใช่หรือไม่ที่ว่าในแง่หนึ่ง หนังเรื่องนี้ (และการกำเนิดของหนังเรื่องนี้) รวมไปถึงสิ่งที่หนังตอบสนอง นั่นคือในแง่หนึ่ง -การท่องเที่ยว- ทีแท้คือรูปแบบหนึ่งของวิธีคิดแบบอาณานิคม
ลองพิจารณาหนังเรื่องนี้จากอีกมุม คือหนังที่เล่าเรื่องของคนนอก จากประเทศที่เจริญกว่า เดินทางเข้าไปยังประเทศใหม่ ที่ที่เขาค้นพบความสงบเงียบเรียบง่ายของชีวิตชาวบ้าน ทัศนียภาพสวยงามแปลกตา และนอกจากนี้ยังได้พบรักและพิชิตใจกับสาวงามชาวพื้นเมืองอีกด้วย ทีนี้ลองแทนที่คนนอกเหล่านี้ด้วยภาพของเจ้าอาณานิคม และแทนภาพสถานที่ ชาวบ้าน สาวงาม ด้วยภาพของชนพื้นเมือง แล้วแทนที่ (ซึ่งเป็นการแทนที่เพียงคร่าวๆ และอาจไม่ถูกต้องทั้งหมด) การท่องเที่ยวด้วยภาพของการเผยแผ่ศาสนา การจัดตั้งโรงเรียน การสาธารณสุข หรือสำคัญกว่านั้น การทำสงครามแล้วบุกยึดเอาแผ่นดินเป็นของตัว
องค์ประกอบหลักของแนวคิดเชิงการล่าอาณานิคม ซึ่งประกอบด้วย เจ้าอาณานิคม (โดยมากคือตะวันตก หรืออาจจะหมายถึงชาติที่เจริญกว่าทางด้านความรู้ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี) ชนพื้นเมืองซึ่งอ่อนด้อย (หรือถูกนำเสนอให้อ่อนด้อย) ทั้งทางเชื้อชาติ อารยธรรม และวิทยาการความรู้ และที่สำคัญคือวิธีการ ซึ่งในอดีตมันมักผ่านทางการใช้กำลังและอาวุธเข้าบุกยึด (แบบอาณานิคมฝรั่งเศสในอินโดจีน หรืออังกฤษในอินเดีย) หรือไม่ก็มาทางการปลูกฝังทางวัฒนธรรมผ่านทางอาคารสถานที่ ไปจนถึงการบังคับใช้ภาษา การแต่งกาย วิทยาการทางสาธารณสุข ไปจนถึงการวางนโยบายทางการเมือง