sittichai sangpan  (23 views)

 

What is sittichai doing now?

สู้ต่อไป...ทำงานต่อ..สู้ๆๆๆ..นะทุกคน
3 days ago  ·  Comment »

Location

Thailand

Birthday

January 29
 
Advertisement

Info

http://aaapotooo11.hi5.com - Send it to your friends

Birthday

January 29

Location

Thailand

 

About Me

ประธานชุมชน ปตอ.1 (1)
ประธานกองทุนแม่ของแผ่นดิน ชุมชน ปตอ.1 (1)
ประธานกองทุนหมู่บ้าน ชุมชน ปตอ.พัน.6
เลขานุการเครือข่าย ศตส.ภาคประชาชน เขตหลักสี่
ฯลฯ
เข้าร่วมกิจกรรมในเขตหลักสี่เป็นประจำ

Interests

กีฬาฟุตบอล

Favorite Music

สบาย ๆ
 

Favorite Movies

ผจญภัย วิทยาศาสตร์
 

Favorite TV Shows

กีฬา , สารคดี
 

Favorite Books

วิทยาศาสตร์
 

Favorite Quote

ทำดีที่สุด
 

hi5 Games

Play hi5 Games

sittichai hasn't played any games recently.

 

Journal

View All 13 Entries    Add Comment

บทเรียนของทหารภายหลังการทำรัฐประหาร
เมื่อ 19 ก.ย.49
ทหาร ได้ทำหน้าที่เป็น “ ผู้พิทักษ์ และผู้จัดระเบียบใหม่ ” ให้กับสังคมไทย ภายหลังจากที่มีกระแสการต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีซึ่งกระแสดังกล่าว เกิดจากการรวมตัวกันของหลายฝ่าย ที่มีทั้งกลุ่มผู้สนับสนุน และกลุ่มผู้ต่อต้าน จนก่อให้เกิดความแตกแยกในสังคม และขยายตัวไปทั่วประเทศ ทั้งนี้สาเหตุหลักเกิดมาจาก “ การแย่งชิงอำนาจ และ ผลประโยชน์ ” ซึ่งต่างฝ่ายต่างก็ต้องการเข้ามาควบคุมอำนาจรัฐ เพื่อพิทักษ์ผลประโยชน์ให้กับ กลุ่มของตนเอง ที่ถูกเรียกว่า “ กลุ่มธุรกิจการเมือง ” ทำให้ระบบการเมืองของไทยในขณะนั้นไม่เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง และส่งผลให้คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ซึ่งนำโดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก
ในครั้งนั้น ได้ตัดสินใจทำรัฐประหาร ยึดอำนาจการปกครองแผ่นดิน และจัดตั้งรัฐบาลชั่วคราวขึ้นโดยมี พล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี จัดการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และได้กำหนดให้มีการเลือกตั้งขึ้น ในเวลาต่อมา
ในห้วงเวลาที่อยู่ในการปกครอง ภายใต้รัฐบาล ที่มีทหารเป็นผู้สนับสนุน บทบาทของทหารในขณะนั้น ได้ถูกใช้ไปในการทำหน้าที่ “ รักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ ” โดยเน้นในเขตกรุงเทพมหานคร และในจังหวัดใหญ่ๆที่สำคัญ ซึ่งเป็นพื้นที่เป้าหมาย ที่ฝ่ายทหารเรียกว่า “ ภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ” ซึ่งเป็นภัยคุกคามอันสืบเนื่องมาจากพรรคการเมือง (ของกลุ่มอำนาจเก่า) ที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกับ คณะปฏิรูปการปกครองฯ ( ซึ่งภายหลังได้แปรสภาพเป็นคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ“ คมช. ” )
ทหาร จึงต้องทำหน้าที่ในหลายๆด้าน ตามนโยบายของผู้บัญชาการทหารบก และประธาน คมช. เช่น ทำ หน้าที่ของตำรวจ ในการจัดตั้งด่านตรวจทุกพื้นที่ในเขต กทม. และในจังหวัดที่เป็นเมืองใหญ่ๆ ทำ ปฏิบัติการข่าวสาร (IO) ในเรื่องของการปฏิบัติการจิตวิทยา การประชาสัมพันธ์ การโฆษณาชวนเชื่อ และการปลุกระดมมวลชน รวมถึงการจัดตั้งมวลชนขึ้น โดยใช้ “ ทฤษฎี 3
เกาะติด ” ในการเกาะติดพื้นที่ เกาะติดประชาชน และเกาะติดข้าศึก ซึ่งทฤษฎีดังกล่าวได้รับแนวความคิดมาจาก ทฤษฎีของ เหมา เจ๋อ ตุง ในการทำ “ สงครามประชาชน ” ซึ่งเคยใช้ได้ผลในสมัยที่ประเทศจีนยังคงปกครองด้วยระบบคอมมิวนิสต์ จุดม่งหมายที่สำคัญคือ การแย่งชิงประชาชน ดังนั้น ทหารจะต้องเข้าไปแทรกซึมอยู่ในทุกอณูของสังคมตั้งแต่ หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ
จังหวัด และในเมืองใหญ่ๆ โดยใช้ ยุทธวิธีแบบของคอมมิวนิสต์ ซึ่งมีการปลุกระดม ร้องเพลงปลุกใจ จัดทหารเข้าไปอบรมเยาวชนตามโรงเรียนก่อนเคารพธงชาติ เพื่อปลุกระดมให้เกิดความรักชาติ เป็นต้น สำหรับ การเกาะติดของทหาร ตามนโยบายของ ผบ.ทบ.และประธาน คมช.นั้น ได้มอบภารกิจให้กับหน่วยทหารทั่วประเทศ โดยเฉพาะหน่วยในระดับ มณฑลทหารบก(มทบ.)และจังหวัดทหารบก(จทบ. ) ที่ได้รับมอบภารกิจให้จัดทำกิจกรรมต่างๆเพื่อ เข้าถึง และดึงใจประชาชน ได้แก่ การจัดงานคอนเสิร์ตรักชาติ และการจัดทำโครงการคุณธรรมนำไทย เป็นต้น ซึ่งภารกิจของ ทหารในห้วงที่ คมช. ยึดอำนาจอยู่นั้น เป้าหมายหลักก็คือ การทำ“ สงครามแย่งชิงประชาชน ” จาก
พรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม คมช. ( กลุ่มอำนาจเก่า ) ซึ่งถือเป็นภารกิจหลัก และ เป็นหัวใจสำคัญที่คมช. ได้ทุ่มเททำตลอดห้วงเวลาที่ยึดอำนาจอยู่ โดยจะเห็นได้จากการให้สัมภาษณ์ ของ พล.อ. สนธิ ฯ ประธาน คมช. เกี่ยวกับปัญหาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่ง พล.อ. สนธิฯ กล่าวว่า “ ปัญหา ใน กทม. ถือว่าเป็นหัวใจ เพราะเป็นเรื่องของการปกครองบ้านเมือง ส่วนปัญหาชายแดน ใน 3จังหวัดชายแดนภาคใต้ ถือว่ายังเป็นปัญหารอง ”
สรุปผล ของการปฏิบัติการทางทหารในห้วงเวลาที่ คมช.ยึดอำนาจการปกครองนั้น ดัชนีชี้วัดความสำเร็จ ของการปฏิบัติงานจะวัดได้จาก“ ผลของการเลือกตั้งครั้งใหม่”แต่ จากผลคะแนน ของการเลือกตั้ง เมื่อ วันที่ 23 ธ.ค. 2550 ที่ผ่านมา ปรากฏว่า พรรคพลังประชาชน ( พรรคตัวแทนของกลุ่มอำนาจเก่า ) กลับได้รับเสียงข้างมาก และสามารถจัดตั้งรัฐบาลขึ้นมาใหม่ได้ จากผลดังกล่าวนี้ ชี้ให้เห็นว่า การปฏิบัติงานของทหารที่ผ่านมา นับตั้งแต่ 19 ก.ย. 2549 เป็นต้นมานั้นประสบความล้มเหลว โดยสิ้นเชิง สูญเสียงบประมาณ สูญเสียเวลา สูญเสียโอกาส และทำให้ความเชื่อมั่นในภาพรวมของ ทหาร และกองทัพ ที่มีมาก่อนหน้านี้ ถูกลดลงอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้เมื่อมาวิเคราะห์ถึง สาเหตุปัจจัย ที่เป็นผลให้เกิดความล้มเหลว อาจกล่าวได้ว่า
จุดอ่อน ของการปฏิบัติการทางทหารทั้งปวงในครั้งนี้ เริ่มมาจาก การกำหนดนโยบาย ซึ่งเกิดจากแนวความคิดของบุคคลเพียงคนเดียว ที่เป็นผู้นำซึ่งถือได้ว่าเป็นรูปแบบของผู้นำเผด็จการ โดยเป็นทั้ง ผู้กำหนดแนวความคิด ผู้กำหนดนโยบาย กำหนดรายละเอียดในการปฏิบัติ และ สั่งการ ดังนั้น นโยบายที่เกิดมาจากแนวความคิดของ ผู้นำเพียงคนเดียว ดังที่กล่าวมานี้ หากประสบ
ผลสำเร็จ ก็ถือว่า เป็นโชคดี แต่ถ้าไม่สำเร็จ ก็จะนำมาซึ่งความเสียหายอย่างใหญ่หลวง และส่งผล ให้ภารกิจโดยรวมของกองทัพ ต้องประสบกับความล้มเหลว ดังนั้นแนวความคิดหรือนโยบาย การปฏิบัติที่สำคัญๆของกองทัพ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องกำหนดขึ้นมาจาก การระดมสมองระดมความคิด และถูกไตร่ตรอง ด้วยความรอบครอบ จากฝ่ายเสนาธิการ ทุกๆ ฝ่าย อย่างใคร่ควร
แล้ว เสียก่อน เพื่อให้ได้มาซึ่งนโยบายที่เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ บนพื้นฐานของข้อมูลด้านการข่าวที่มีอยู่จริง ประกอบกับต้องคิดคำนึงถึงผลได้ และ ผลเสียที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาว แล้วกำหนดเป็นเกณฑ์เสี่ยงที่ยอมรับได้ ก่อนที่จะนำเสนอต่อผู้บังคับบัญชาเพื่อประมาณการ กำหนดเป็นหนทางปฎิบัติที่ดีที่สุด แล้วจึง ตกลงใจ สั่งการให้หน่วยทหารนำไป
ปฏิบัติต่อไป สาเหตุสำคัญ ก็คือจุดอ่อนของทหาร ในเรื่อง “ คำสั่งของผู้บังคับบัญชา คือ พรจากสวรรค์ ” ทหารไทยจึงไม่เคยโต้แย้ง ในคำสั่งของผู้บังคับบัญชา (ที่ไม่เหมาะสม) ไม่เคยคิดนอกกรอบ ไม่เคยเชื่อมั่นในตนเอง แต่มักจะก้มหน้าปฏิบัติตามคำสั่ง (ที่ไม่เหมาะสม) นั้น อย่างเคร่งครัด เนื่องจาก การปฏิบัติดังกล่าว ทำให้ตนเองยังคงสามารถดำรงอยู่ในตำแหน่ง และ สามารถก้าวหน้าในการรับราชการต่อไปได้ผลที่ชี้ให้เห็นถึง ความล้มเหลว อีกประการหนึ่ง ก็คือ ผลการเลือกตั้งในเขตเกาะติดของหน่วยทหารบางหน่วย ประชาชนในพื้นที่เกาะติด มิได้เลือกตั้งพรรคการเมืองตามที่ คมช. ต้องการ
หรือกำหนดให้เลือก แต่กลับไปลงคะแนนเลือกตั้งให้กับพรรคการเมือง ที่เป็นฝ่ายตรงข้ามของคมช. (พรรคพลังประชาชน) แทน จากผลดังกล่าวจึงเป็นเหตุให้ต้องย้อนกลับไปวิเคราะห์ถึงแนวนโยบาย และการมอบภารกิจให้กับหน่วยทหาร ของกองทัพ ในขณะนั้น ซึ่ง การที่กองทัพได้นำเอา ทฤษฎีของเหมา เจอ ตุง มาใช้ในยุคสมัยปัจจุบัน (พ.ศ. 2550) นั้น มีความเหมาะสม
เพียงใด เพราะในปัจจุบัน ซึ่งเป็นยุคของ “ สังคมข้อมูลข่าวสาร ” เป็นสังคมแห่ง“ โลกาภิวัฒน์ ”คงไม่มีประชาชน คนกลุ่มใด ที่จะยอมรับ และให้ใครมาชี้นำได้โดยง่าย ด้วยการมาร่วมกันทำกิจกรรม ร้องเพลงปลุกระดม ช่วยเก็บขยะ กวาดถนน ตัดผม และซ่อมโทรทัศน์-เครื่องใช้ไฟฟ้าที่เสีย ให้ฟรี ตามชุมชนต่างๆ แล้วชี้นำว่า “ ใครถูก ใครผิด ใครดี ใครเลว ” อีก
ต่อไป และหาก ผู้นำของกองทัพในปัจจุบัน ยังคงมีแนวความคิดว่า วิธีการ หรือนโยบายดังกล่าวนี้ ยังคงใช้ได้ผลอยู่ในโลกยุคปัจจุบัน ก็เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงเป็นอย่างยิ่ง ต่อวิธีการแก้ไขปัญหาในเรื่องที่สำคัญ อื่นๆ ของกองทัพ เช่น การแก้ไขปัญหาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ การวางแผนการรบในอนาคตของกองทัพ รวมถึง การเตรียมกำลังตามหน้าที่ของทหารอาชีพ
ว่าจะเป็นอย่างไรจากบทเรียนดังกล่าว หลังจากที่มีการเลือกตั้ง และพรรคพลังประชาชนได้เป็นผู้นำในการจัดตั้งรัฐบาล ขึ้นแล้ว หากหน่วยทหารในกองทัพ ยังคงได้รับมอบภารกิจในรูปแบบเดิม ๆ ( เหมือนเช่นก่อนการเลือกตั้ง ) กล่าวคือ หากมีการกำหนดเป้าหมายในการเข้าแทรกแซงทาง
การเมือง เพื่อที่จะทำลายพรรคการเมืองไม่ว่าจะเป็นพรรคใดก็ตาม โดยกองทัพ ไม่ดำรงความเป็นกลางทางการเมืองแล้ว ก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่ง ที่เป็นสาเหตุให้เกิดความแตกแยกในบ้านเมืองขึ้นได้ โดยไม่เจตนา ดังนั้น ทหาร จึงควรจะหันกลับไปดูใน ภารกิจ และงาน ในหน้าที่ของตนเอง
กลับไปดูแลกำลังพลภายในกองทัพ และ เร่งพัฒนาสร้างกองทัพให้แข็งแกร่ง ยกตัวอย่างเช่น การฝึกทหารใหม่ กองทัพก็ยังคงใช้รูปแบบการฝึกเดิมๆ “ เมื่อ 50 ปีที่แล้วฝึกอย่างไร ในปัจจุบันก็ยังคงฝึกเช่นเดิม ” ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ไม่เคยมีใครเสนอ และไม่เคยมีใครสั่งการ ถึงแม้ว่า ศัตรูหรือ
ภัยคุกคาม ใน พ.ศ. นี้ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วก็ตาม แต่กองทัพก็ยังคงยึดถือวิธีการฝึกในรูปแบบเดิม (ในยุคก่อนสงครามเย็น) อยู่ จึงถึงเวลาแล้ว ที่กองทัพจะต้องหันกลับมามอง งาน และภารกิจของตนเองอย่างจริงจัง โดย สร้างความเป็นทหารอาชีพ ดูแลสวัสดิการของกำลังพลทุกระดับชั้นใน
กองทัพ ให้มีความก้าวหน้าในอาชีพ โดยไม่ยึดถือรุ่น ไม่แต่งตั้งเฉพาะรุ่นของตนเอง เพราะจากบทเรียนที่ผ่านมา จะเห็นได้ชัดเจนว่า ในแต่ละรุ่นมักจะมีทั้ง คนเก่ง คนไม่เก่ง คนดี และคนไม่ดี ผสมผสานกันไป ดังนั้นกองทัพจะต้องเร่งสร้างความเป็นธรรม สร้างขวัญและกำลังใจให้กับกำลังพลในกองทัพอย่างเป็นรูปธรรม และอย่าทำให้กำลังพลในระดับผู้ปฏิบัติ ต้องมีความคิดว่า ผู้บังคับบัญชาสั่งการให้ไปช่วยเหลือประชาชน ในชุมชนต่างๆ แต่ “ ครอบครัวและชุมชนของพวกเขาเองในหน่วยทหารนั้น กลับไม่มีผู้ใดเคยสนใจเหลียวแล” นี่ก็อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ ผลลัพธ์ของ การปฏิบัติงาน “ 3 เกาะติด ” ดังกล่าว ต้องล้มเหลวลงโดยสิ้นเชิง ข้อเท็จจริง ที่ควรนำมาทบทวนอีกประการหนึ่งของทหาร ก็คือบทบาท และภารกิจ ของ ทหารนั้น มักได้รับมาจาก นโยบายของผู้บังคับบัญชา ที่สั่งการมาตามลำดับชั้น ผู้บังคับบัญชาชั้น
สูงสุดของกองทัพบก ก็คือ ผู้บัญชาการทหารบก แล้วลดหลั่นกันลงมาตาม สายการบังคับบัญชา เราจึงมักจะได้ยินกำลังพลในกองทัพ วิจารณ์ นโยบายของผู้บังคับบัญชา( หลังจากที่ท่านเหล่านั้น ได้หมดภาระหน้าที่ในการดำรงตำแหน่งไปแล้ว ) อยู่เสมอๆ ยกตัวอย่างเช่น “ ท่านนี้อยู่มา 3 ปี มี
ผลงานเพียงปรับปรุงเครื่องแบบ บางท่านเปลี่ยนเสื้อเปลี่ยนสีเครื่องแบบ บางท่านก็เปลี่ยนหมวก เปลี่ยนเข็มขัด ” เป็นต้น สำหรับ เครื่องแบบ นั้นถ้าเปลี่ยนแล้วดีขึ้นกว่าเดิมก็ยังจะได้รับความ นิยมอยู่บ้าง แต่ถ้าหากเปลี่ยนไปแล้วไม่เหมาะสม เช่นไม่เหมาะกับสภาพอากาศของบ้านเรา
ผู้บังคับบัญชาท่านนั้นก็จะสร้างความลำบากใจให้กับกำลังพลเป็นส่วนรวม เพราะเหตุที่ ผู้บังคับบัญชา มีส่วนอย่างมากในเรื่องของ การกำหนดนโยบาย ซึ่งจะมีผลต่อกำลังพลเป็น ส่วนรวมในกองทัพ ดังนั้น ผู้บังคับบัญชาจะต้องใช้เวลาทุกนาที ที่ดำรงอยู่ในตำแหน่ง คิด และ ทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อกำลังพลในกองทัพ ต้องคิดอยู่เสมอว่าจะทำอย่างไรให้กองทัพมีความ
เข้มแข็ง มีประสิทธิภาพ มีอุดมการณ์ มีความเป็นทหารอาชีพอย่างแท้จริง และไม่ควรเสียเวลาไป กับงานธุรการต่างๆมากนัก เช่น งานเปิดนิทรรศการ งานวันสถาปนาหน่วย งานอวยพรวันเกิด งานอวยพรปีใหม่ งานรดน้ำวันสงกรานต์ งานเลี้ยงอำลา งานเลี้ยงเสดงความยินดี งานแสดงความเสียใจ รวมถึงงานของแม่บ้านต่างๆ เป็นต้น และงานธุรการดังที่กล่าวมานี้ ก็ไม่ควรจะเกณฑ์คน
ไปร่วมงานเป็นจำนวนมาก เพราะ ผบ.หน่วยรอง ต่างๆ จะต้องเสียเวลาในการเดินทางมาจากที่ตั้ง หน่วยของตนเอง ซึ่งอาจอยู่ห่างไกล เพื่อเข้ามาร่วมงานธุรการที่จัดขึ้น ดังนั้นจึงควร ให้เวลาอันมี ค่านี้ กับ ผบ.หน่วยในทุกระดับชั้น ได้มีโอกาสดูแลหน่วย และกำลังพลของตนเองอย่างใกล้ชิด เพื่อพัฒนาหน่วยของเขาให้มีประสิทธิภาพสูงสุด และนำทหารในบังคับบัญชา ให้กลับมา ทำหน้าที่ ของทหารอาชีพ ซึ่งมีเกียรติ และศักดิ์ศรี ในความเป็นทหารของชาติ ที่ประชาชนให้ความไว้วางใจ ให้ความรัก - ความศรัทธา และยินดีที

Applications

Browse Applications

Rockyou Pets
Adopt a pet! Pet it, take care of it, pimp it out with all sorts of cute and cool accessories.

Poker Palace
Casino-style Texas hold 'em poker. It's the real deal!

Barn Buddy
Look after your friends' farms and grow some crops together! Or be naughty, steal their crops and ...

Bingo
Bingo lets you play bingo cards in order to collect sets of prizes. Compete with your friends, or ...

 

hi5 Gifts

Give a Gift    Get hi5 Coins

sittichai has no unwrapped gifts.
 

Fives

Give' em Five

Comments | View All Entries

Leave a comment for sittichai

Nov 27 3:42 AM
 
โก หก ได้ ตังค์ หรอ


คร่ะ


คุณ ลุง
 
Nov 24 3:10 PM
 
ยอดผู้ร่วมงานที่หาดใหญ่ประมาณ 400 ครอบครัว ภาพไปดูที่เว็บ NCO1222.com
 
Nov 23 5:42 AM
 
เปนไงเพื่อนงานยุ่งป่าว
สบายดีนะ
 
Nov 16 6:11 PM
 
สวัสดีค่ะ
ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ
 
Nov 4 4:20 AM
 
โครงการชุมชนพอเพียง เมื่อไรจะมีการพิจารณาอนุมัติ ชาวบ้านฝากถามนายก..ครับ
 
Nov 2 3:02 AM
 
ก็สนุกดี...อยากรู้ดูที่เว็บ NCO1222.com/
 
Nov 1 8:24 AM
 
หนุกป่าวเพื่อน
อยู่หัวหินโคตรเซ็งเรยย
เพื่อนมาเยอะป่าว
 
Oct 26 4:17 PM
 
กลับจากหาดใหญ่เรียบร้อยแล้วครับ...
 
Oct 16 11:26 PM
 
เที่ยวเผื่อด้วยนะ
บอกเพื่อนๆ ด้วย
คิดถึงทุกคน...
 
Oct 15 5:06 AM
 
เปงไงเพื่อนบายดีป่าว
แล้วจะไปหาดใหญ่ ป่าวล่ะ
เราไปอาเซียน หัวหินว่ะ
อดเที่ยวอีก
 

Title
body