แนะนำวิธีการจำจัดทุกข์ครับ
ถ้ามีสติยั้งคิดสม่ำเสมอก็น่าจะทำได้ทุกคนนะครับ
ไม่ว่าจะเป็นทุกข์เรื่องรัก หรือเรื่องอื่น
ให้คิดว่าความทุกข์เปรียบเสมือนหินก้อนโต ยิ่งเราแบกไว้
นานเท่าใด ก็จะยิ่งทำร้ายเราหนักทวีขึ้นทุกที ๆ
ที่สุดแล้วเราก็จะถูกความทุกข์ทับจนตาย
"ทุกข์มีไว้ให้เรียนรู้ ไม่ได้มีไว้ให้เป็น"
ดังนั้นเมื่อมีทุกข์จงอย่าแบกไว้
เรียนรู้มันและปล่อยวางมันเสีย
บางครั้ง หากเราเรียนรู้และทำความคุ้นเคยกับคำว่า
"ช่างมัน" ให้มาก ๆ ชีวิตก็จะประสบสุขและสบายใจ
คำว่า "ไม่สบายใจ" อย่าใช้ และอย่าให้มีขึ้นในใจต่อไป
"Let it go, and get it out!"
ก่อนมันจะเกิด เราต้อง "Let it go"
ปล่อยให้มันผ่านไป อย่าแบกความไม่สบายใจไว้
ถ้าเผลอให้มันเข้ามารบกวนใจ ก็ต้องรีบขับมันออกไปทันที
อย่าเลี้ยง หรือ อย่าไปจำมัน มันจะเคยตัว...
ทำให้ทีหลัง เราจะเป็นคนอ่อนแอ ออด ๆ แอด ๆ
ทำอะไรผิดพลาดนิด ๆ หน่อย ๆ ก็ไม่สบายใจ
ความไม่สบายใจนี่แหละเป็นศัตรู ทำให้ใจไม่สงบ
ทำให้ประสาทสมองไม่ปกติ เป็นเหตุให้ร่างกายผิดปกติ
พลอยนอนไม่หลับ ไม่สงบ ไม่สบายไปด้วย
ทำให้สมองทึบไม่ปลอดโปร่งแจ่มใส
เป็น "habit" ความเคยชินที่ไม่ดี..
ต้องฝึกหัดแก้ไขปรับปรุงจิตใจเสียใหม่
ทั้งก่อนที่จะทำอะไร
หรือกำลังกระทำอยู่ และเมื่อกระทำเสร็จแล้ว
ต้องหัดให้จิตใจแช่มชื่นรื่นเริง เป็นสุขสบายอยู่เสมอ
เป็นเหตุให้เกิด กำลังกาย กำลังใจ "Enjoy living"
มีชีวิตอยู่ด้วยความเบิกบาน
สมองเบิกบานจะศึกษาเล่าเรียนก็เข้าใจง่าย
เหมือนดอกไม้ที่แย้มบานต้อนรับหยาดน้ำค้าง
และอากาศอันบริสุทธิ์ยามเช้า..
เวลาเจ็บแล้วต้องจำ
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำงาน หรือความรัก
ให้จำไว้เสมอว่า
"Do no wrong is do nothing!"
"ทำอะไรไม่ผิดเลย ก็คือไม่ทำอะไรเลย!"
ความผิดนี้แหละเป็นครูอย่างดี
ควรจะรู้สึกบุญคุณของตัวเองที่ทำอะไรผิดพลาด
และควรสบายใจที่ได้พบกับอาจารณ์ผู้วิเศษ
นั่นคือความผิด
จะได้ตรงกับคำว่า "เจ็บแล้วต้องจำ"
ตัวทำเอง ผิดเองนี้แหละ
เป็นอาจารย์ผู้วิเศษ
เป็น "good example"ตัวอย่างที่ดี
เพื่อจะได้จดจำไว้สังวร ระวังไม่ให้ผิดต่อไป
แล้วตั้งต้นใหม่ด้วยความไม่ประมาท เผลอเลินเล่อ
อดีตที่ผิดไปแล้วก็ผ่านพ้นล่วงเลยไปแล้ว
แต่อาจารย์ผู้วิเศษยังคงอยู่คอยกระซิบเตือนใจอยู่เสมอ
ทุกขณะว่า
"ระวัง ! อย่าประมาทนะ ! อย่าให้ผิดพลาดเช่นนั้นอีก!"
ถ้าสังเกตุให้ดี จะเห็นได้ว่า
นักค้นคว้าวิทยาศาสตร์ทางโลกก็ดี
และท่านผู้วิเศษที่เป็นศาสดาจารย์ในทางธรรมทั้งหลายก็ดี
ล้วนแต่ผ่านอุปสรรคความผิดพลาดมาแล้วทั้งนั้น..
และสุดท้ายผมแนะนำให้ พึ่งตนเอง
ไม่ว่าเหตุการณ์อะไรก็แล้วแต่ ให้ท่องขึ้นใจไว้ว่า
จงพึ่งตนเอง
จงเป็นแสงสว่างของตัวเอง
จงเป็นผู้นำตนเอง
จงรับผิดชอบตัวเอง
จงพิจารณาตัวเอง
จงมีตนเป็นที่พึ่ง
อย่าหวังพึ่งสิ่งภายนอก
ทุกคนต้องต่อสู้ฟันผ่าอุปสรรคแห่งชีวิต
ของตนด้วยตนเอง
พระพุทธเจ้าก็ดี ครูบาอาจารย์ บิดามารดา
ญาติ มิตรสหาย ผู้มีไมตรีจิตสนิทสนมรักใคร่
ก็เป็นเพียงแต่ผู้เอาใจช่วยเป็นกำลังใจ
เป็นเครื่องกระตุ้นบำรุงขวัญเราเท่านั้นเอง....
[ของตกแต่งโดนๆคลิกเลย]